การผ่าตัดนี้คืออะไร

การผ่าตัดเสริมหน้าอกคืออะไร

การผ่าตัดเสริมหน้าอก คือการเพิ่มขนาดหน้าอกด้วยการใส่ถุงเต้านมเทียมหรือถุงซิลิโคน เพื่อช่วยให้หน้าอกมีขนาดใหญ่ขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีขนาดหน้าอกเล็กหรือต้องการดพิ่มขนาดหน้าอก และยังช่วยคืนความเต่งตึงของหน้าอกที่หายไป ภายหลังการคลอดและให้นมบุตรหรือลดน้ำหนักมากๆในระยะเวลาสั้น ช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพจะทำให้มีความมั่นใจ และใส่เสื้อผ้าดูสวยงามมากขึ้น

ข้อดีของการเสริมหน้าอก

  • ทำให้หน้าอกมีขนาดที่ต้องการและมีรูปทรงที่สวยงาม
  • ทำให้รูปร่างและขนาดหน้าอกได้สัดส่วนพอดีรับกับสะโพก
  • ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น
  • เลือกใส่เสื้อผ้าและแต่งตัวได้สวยขึ้น

ข้อจำกัดของการเสริมหน้าอก

  • ไม่สามารถแก้ไขหน้าอกที่หย่อนคล้อยมากๆได้ อาจต้องใช้การผ่าตัดกระชับหน้าอกร่วมด้วย
  • ไม่สามารถแก้ไขความห่างของหน้าอกได้ในบางกรณี
  • สามารถแก้ความไม่เท่ากันของเต้านมทั้งสองข้างได้แต่ไม่ 100%

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด

การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด

  • ปรึกษาศัลยแพทย์ตกแต่ง เกี่ยวกับการผ่าตัดโดยละเอียด ทั้งขั้นตอนและวิธีการผ่าตัด แผลผ่าตัด ขนาดและชนิดของถุงซิลิโคน ตำแหน่งของถุงซิลิโคน ระยะเวลาผ่าตัด ผลการผ่าตัด ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด และข้อปฏิบัติตัวหลังการผ่าตัด ถ้าอายุมากกว่า 40 ปี หรืออายุน้อยกว่า 40 ปี แต่มีประวัติโรคมะเร็งในครอบครัว อาจต้องทำแมมโมแกรม (Mammogram) ร่วมด้วย
  • ตรวจสุขภาพ ร่างกายโดยอายุรแพทย์ พร้อมเจาะเลือดและเอกซเรย์ตามมาตรฐานความปลอดภัยในการผ่าตัด
  • รับประทานยาและปรับยาสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว
  • หยุดสูบบุหรี่อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด
  • หยุดยาละลายลิ่มเลือด ยาลดการอักเสบ สมุนไพรที่ทำให้เลือดออกหรือช้ำได้ง่าย รวมถึงอาหารเสริมประเภทต่างๆ ก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์หรือตามแพทย์สั่ง

การผ่าตัดมีวิธีและขั้นตอนอย่างไร

วิธีการผ่าตัด

1. วิธีการให้ยาชา : การดมยาสลบ

2. การลงแผลผ่าตัด

2.1) แผลรักแร้
ข้อดี คือ แผลไม่อยู่บนหน้าอก
ข้อเสียคือ มีข้อจำกัดในการจัดการฐานเต้านม การหยุดห้ามเลือด ยกเว้นผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง

2.2) แผลใต้ราวนม
ข้อดี คือ ผ่าตัดได้ง่าย เห็นชัดเจน หยุดเลือดได้ง่าย
ข้อเสีย คือ มีแผลเป็นอยู่ที่ฐานของเต้านม

2.3) แผลปานนม
ข้อดี คือ แผลซ่อนระหว่างปานนมกับผิวหนัง
ข้อเสียคือ เกิดพังผืดรัดเต้านมและติดเชื้อมากกว่าแผลผ่าตัดอื่น ถ้าใส่เต้านมเทียมขนาดใหญ่อาจไม่สามารถใส่ได้ โดยเฉพาะเมื่อเส้นผ่านศูนย์กลางของปานนมน้อยกว่า 40 มม.

3. มีถุงซิลิโคนชนิดใดให้เลือกใช้บ้าง

ชนิดของถุงซิลิโคน

1. ซิลิโคนน้ำเกลือ หรือ Saline Breast Implant ในปัจจุบันศัลยแพทย์ไม่นิยมใช้ซิลิโคนชนิดนี้ แล้ว เนื่องจากความเสี่ยงในการรั่วซึมภายใน

2. ซิลิโคนเจล หรือ Silicone Breast Implant ตัวเจลมีความคงตัวแต่มีความนิ่ม ให้ความรู้สึกเหมือนเต้านมธรรมชาติ หากซิลิโคนเกิดแตก ตัวเจลจะคงรูปไม่ไหลออกเหมือนกับน้ำเกลือ การทำอัลตร้าซาวน์หรือเอ็มอาร์ไอสามารถเห็นได้ว่าซิลิโคนยังคงรูปดี หรือไม่ หรือมีความผิดปกติ อย่างไร ถุงซิลิโคนชนิดนี้ยังแบ่งได้อีกหลายแบบ ตามผิวและรูปร่างของถุงซิลิโคน คือ

  • ซิลิโคนทรงกลม (Round Breast Implant) เป็นซิลิโคนที่เป็นที่นิยมมากที่สุด สามารถทำให้หน้าอกดูมีเนินหน้าอก พุ่งสวย ซิลิโคนทรงกลมมีลักษณะเป็นทรงกลม จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการหมุน แบ่งออกเป็นผิวเรียบและผิวทรายโดย
    แบบพื้นผิวเรียบ (smooth) : ถุงซิลิโคนสามารถเคลื่อนไหวและเปลี่ยนทิศทางของซิลิโคนได้ ให้ความรู้สึกสัมผัสอย่างเป็นธรรมชาติ แต่มีข้อเสีย คือ มีโอกาสเกิดพังผืดรัดถุงเต้านม (Capsular contracture) สูงกว่าผิวทราย เมื่อวางอยู่ชั้นเหนือกล้ามเนื้อ แต่โอกาสเกิดจะไม่ต่างกันถ้าวางชั้นใต้กล้ามเนื้อ
    แบบผิวทราย (Textured) : มีข้อดี คือ ลดการเกิดพังผืดรัดถุงเต้านม แต่มีโอกาสคลำได้เป็นคลื่นของผิวถุงซิลิโคน (rippling) มากกว่าถ้าเทียบกับผิวเรียบ ภายหลังติดตามผลของการเสริมหน้าอกด้วยถุงซิลิโคนพบว่า ซิลิโคนชนิดผิวทรายมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่เรียกว่า “BIA-ALCL” (Breast Implant Related- Anaplastic Large Cell Lymphoma) แต่อัตราการเกิด ประมาณ 1: 3,000-80,000 ขึ้นอยู่กับยี่ห้อของถุงซิลิโคน
  • ซิลิโคนทรงหยดน้ำ (Teardrop breast implant) จะให้ความเป็นธรรมชาติ รูปทรงซิลิโคนดูคล้ายหยดน้ำ เหมาะสำหรับผู้ที่มีฐานหน้าอกสั้น หรือ หน้าอกที่มีเนื้อน้อยมาก และต้องการหน้าอกธรรมชาติ ไม่ชอบเนินหน้าอกมากๆ ถุงซิลิโคนชนิดนี้มีแต่เป็นผิวทรายเท่านั้น เพื่อป้องกันการหมุนของถุงซิลิโคน ปัจจุบันมีถุงซิลิโคนรุ่นใหม่ที่เป็นทรงกลม แต่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ตามท่าทางได้ ซึ่งจะทำให้เป็นธรรมชาติมากขึ้น และผิวทรายละเอียดมากขึ้น ทำให้ลดการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่ข้อมูลยังไม่มากเพียงพอ

4. การวางตำแหน่งของซิลิโคน การวางถุงซิลิโคน สามารถวาง 4 ตำแหน่ง คือ

breast implant placeent

1. ใต้เนื้อเต้านม (Subglandular plane) เป็นการวางถุงซิลิโคนใต้เนื้อเต้านม เหนือกล้ามเนื้อ
ข้อดี : ดูเป็นธรรมชาติ ไม่เกิดการเคลื่อนไหวตามกล้ามเนื้อ (animation deformity) และแก้ไขเต้านมคล้อยได้บ้าง
ข้อเสีย : อาจคลำถุงซิลิโคนได้ในผู้ป่วยเนื้อเต้านมบาง ๆ เกิดพังผืดรัดเต้านม (capsular contracture) ได้มากกว่าตำแหน่งอื่น โดยเฉพาะเมื่อใช้ ถุงซิลิโคนผิวเรียบ

4.2. ใต้เยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ (Subfascial plane) เป็นการวางถุงซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อ แต่อยู่ใต้ต่อเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ
ข้อดี : เหมือนวางใต้เนื้อเต้านม แต่ลดการเกิดพังผืดรัดเต้านม (capsular contracture)ได้ ข้อเสีย : อาจคลำถุงซิลิโคนได้ในผู้ป่วยเนื้อเต้านมบาง ๆ

4.3. ใต้กล้ามเนื้อ (Submuscular plane) เป็นการวางถุงซิลิโคนใต้กล้ามเนื้อ
ข้อดี : ลดการเกิดพังผืดรัดเต้านม (capsular contracture) โดยเฉพาะเมื่อใส่ถุงซิลิโคนผิวเรียบ คลำถุงซิลิโคนยากกว่าเพราะมีกล้ามเนื้อคลุม ข้อเสีย : หลังผ่าตัดเจ็บกว่าใต้เนื้อเต้านมและใต้เยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ เกิดการเคลื่อนไหวตามกล้ามเนื้อ (animation deformity)

4.4. Dual Plane เป็นการวางถุงซิลิโคนเหมือนการวางเต้านมเทียมใต้กล้ามเนื้อ แต่ตัดส่วนล่างของกล้ามเนื้อออกจากกระดูกซี่โครง ทำให้ถุงซิลิโคนส่วนบนอยู่ใต้กล้ามเนื้อ pectoralis major แต่ส่วนล่างไม่มีกล้ามเนื้อคลุม
ข้อดี : เหมือนใต้กล้ามเนื้อ แต่สามารถแก้ไขเต้านมคล้อยได้เหมือนใต้เนื้อเต้านม
ข้อเสีย : เหมือนใต้กล้ามเนื้อ

5. ตรวจสอบผลการผ่าตัดก่อนเย็บปิดแผล
6. เย็บปิดแผลและพันผ้ารัดรอบหน้าอก

การผ่าตัดเหมาะสมกับใครและไม่เหมาะสมกับใคร

คุณสมบัติของผู้ที่เหมาะสมสำหรับการเสริมหน้าอก

  • อายุมากกว่า 18 ปี
  • ร่างกายแข็งแรง
  • ไม่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • หน้าอกมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะขยายขนาดเพื่อใส่ซิลิโคนได้
  • มีความกังวลใจเรื่องหน้าอกเล็ก
  • มีความไม่พอใจในรูปทรงหน้าอกที่เปลี่ยนไป หลังคลอดบุตร, ลดน้ำหนักหรืออายุที่เพิ่มขึ้น
  • มีขนาดหน้าอกไม่เท่ากัน แต่ไม่หย่อนคล้อย
  • หน้าอกไม่เท่ากันอย่างเห็นได้ชัดทั้งสองข้าง ยอมรับได้ว่า เมื่อผ่าตัดยกกระชับเต้านมแล้วจะมีความรู้สึกที่เปลี่ยนไป จากความเคยชินที่มีหน้าอกใหญ่ตลอดเวลา มีความคาดหวังในผลลัพธ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง

ผลของการผ่าตัด

  • ผลลัพธ์จะเปลี่ยนแปลงในทันทีหลังการผ่าตัดและจะเห็นผลลัพธ์สุดท้ายในหกเดือนถึงหนึ่งปี
  • ช่วงแรกหลังการผ่าตัดอาจมีอาการบวม โดยจะค่อยๆดีขึ้นในเวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์
  • แผลเป็นหลังการผ่าตัด อาจดีหรือไม่ดี ขึ้นกับพันธุกรรมและการดูแลแผลหลังการผ่าตัด ซึ่งแผลเป็นจะคงที่อาจใช้เวลาถึง 1-2 ปี
  • การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดจะทำให้ผลการรักษาดีที่สุด

การฟื้นตัวหลังการผ่าตัด

  • หลังผ่าตัดจะมีสายระบายเลือดออกมาจากผิวหนังบริเวณใกล้ๆ แผลผ่าตัดเพื่อระบายเลือดหรือน้ำเหลืองที่คั่งภายใน สายระบายมักจะได้รับการเอาออกใน 1-2 วันหลังผ่าตัด
  • แพทย์จะพันผ้ารัดรอบหน้าอกในช่วงแรก หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นซัพพอร์ตบราหลังจากเอาสายระบายออกแล้ว
  • การตัดไหม แพทย์จะนัดมาตัดไหม หลังการผ่าตัด 7-10 วัน ขึ้นกับความตึงของแผล

ข้อปฏิบัติหลังการผ่าตัด

ข้อปฏิบัติหลังการผ่าตัด

การบวมและการฟกช้ำ

  • การบวมและการฟกช้ำจะเกิดได้มากที่สุดใน 48-72 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด แล้วจะค่อยๆดีขึ้นหลังวันที่ 4
  • การฟกช้ำจะดีขึ้นภายในระยะเวลาตั้งแต่ 4 วัน และจะหายจนหมดใน 21วัน
  • การบวมจะค่อยๆลดลงเรื่อยๆ ระยะแรกการบวมจะลดลงอย่างรวดเร็วใน 2-3 สัปดาห์ และจะค่อยๆลดลงอย่างช้าๆจนถึง 3-6 เดือน
  • การประคบเย็นโดยการใช้เจลเย็นหรือน้ำแข็งประคบ โดยรองด้วยผ้าสะอาดก่อนประคบบริเวณนั้นๆ ในช่วง 3 วันแรก จะช่วยลดการบวมและการฟกช้ำที่เกิดขึ้นได้

อาการปวดและยาระงับปวดหลังผ่าตัด

  • อาการปวดหลังการผ่าตัดจะมากที่สุดในวันแรก แล้วจะค่อยๆลดลงเรื่อยๆ
  • ควรรับประทานยาแก้ปวด เมื่อมีอาการปวดเท่านั้น และไม่รับประทานเกินขนาดตามแพทย์สั่ง
  • ยาแก้ปวดอาจทำให้มีผลข้างเคียงในเรื่องของการเวียนศีรษะหรืออาเจียนได้
  • ถ้ามีอาการปวดผิดปกติควรติดต่อแพทย์ทันที
  • ต้องรับประทานยาฆ่าเชื้อจนหมดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • รับประทานยาเพื่อรักษาโรคประจำตัวได้หลังการผ่าตัด ตามแพทย์พิจารณา
  • ห้ามทานยาจำพวกกลุ่มยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยาใดๆที่มีส่วนประกอบของแอสไพริน (Aspirin) และวิตามินอี (Vitamin E) อย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนและหลังผ่าตัด เพื่อป้องกันภาวะเลือดไหลไม่หยุด หรือการฟกช้ำที่เกิดขึ้นได้ และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริมในช่วงเวลานี้เช่นเดียวกัน

การดื่มสุราและสูบบุหรี่

  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หลังผ่าตัดอย่างน้อย 4 สัปดาห์เนื่องจากสารนิโคตินส่งผลทำให้แผลหายช้าได้
  • งดดื่มแอลกอฮอลล์อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์หลังผ่าตัด

การนอนหลับหลังผ่าตัด

  • ภายหลังผ่าตัดควรได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ
  • นอนยกศีรษะสูงโดยหนุนหมอน 2 ใบ จะช่วยลดอาการบวมได้
  • ควรนอนในท่านอนหงายอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ อาจใช้หมอนข้างขนาบด้านข้างลำตัวหรือเอว เพื่อช่วยไม่ให้พลิกตะแคงลำตัว ได้ในขณะที่เผลอ

การดูแลแผลผ่าตัด

  • เมื่อถอดสายระบายเลือดออกแล้วจึงจะสามารถอาบน้ำได้ หรือเช็ดตัวเบาๆ และซับให้แห้งด้วย ผ้าสะอาด
  • ตรวจสอบแผ่นปิดแผลกันน้ำ ต้องให้แห้งและสะอาดตลอดเวลา
  • สามารถแกะแผ่นปิดแผลกันน้ำ ออกได้ 48 ชั่วโมง หลังจากออกจากโรงพยาบาล
  • ไม่สัมผัสบริเวณแผลผ่าตัดโดยไม่จำเป็น
  • ควรใช้ก้านสำลี หรืออุปกรณ์สำหรับป้ายยาในการทายาฆ่าเชื้อและทายาฆ่าเชื้ออย่างน้อย 2 ครั้ง/วัน
  • แพทย์จะนัดตัดไหมใน 5-7 วัน ขึ้นกับความตึงของแผล
  • ถ้าแผลผิดปกติควรพบแพทย์ทันที
  • ถ้าต้องการทายาแก้แผลเป็น ควรเริ่มทาเมื่อแผลหายดี หลังตัดไหม

ชุดยกกระชับหน้าอก

  • ควรใส่ชุดกระชับหน้าอกหรือ support bra ( Bra ไม่มีโครงลวด )ตลอดเวลา เป็นเวลา 1-2 เดือน หลังการผ่าตัด
  • หลังจาก 2 เดือนแล้ว ควรใส่เสื้อชั้นในปกติได้ เพื่อให้ได้ผลดีในระยะยาว
  •  ชุดชั้นในที่มีโครง สามารถใช้ได้หลังจากผ่าตัด 6 เดือน

การนวดเต้านม

  • ทำเฉพาะในรายที่เสริมเต้านมด้วยถุงซิลิโคนทรงกลมเท่านั้น
  • การนวดเต้านมเริ่มทำได้ 3-4 สัปดาห์ หลังการผ่าตัด
  • ควรนวดวันละอย่างน้อย 2 ครั้ง หลังอาบน้ำ โดยนวดครั้ง ละ 5-10 นาที

การออกกำลังกาย

  • ระหว่าง 5 วันแรกหลังจากการผ่าตัด สิ่งสำคัญ คือ หลีกเลี่ยงกิจกรรมต่างๆ เพราะอาจทำให้ส่งผล ต่อความดันในเลือดแล้วอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการฟกช้ำและภาวะเลือดออกใต้แผลผ่าตัดได้
  • การออกกำลังกายปกติ สามารถเริ่มได้ทีละน้อย หลังการผ่าตัด 6-8 สัปดาห์

ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน

ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัด

  • ความเสี่ยงต่อการดมยา
  • แผลติดเชื้อ
  • เลือดคั่งบริเวณผ่าตัด
  • ภาวะเลือดออกจากแผลผ่าตัด
  • ลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือดดำจนอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อปอดและหัวใจ
  • มีแผลเป็นที่ไม่พึงประสงค์
  • มีน้ำหรือน้ำเหลืองคั่ง
  • ชาบริเวณหัวนม
  • ชาบริเวณหัวนมและเต้านม ส่วนใหญ่จะดีขึ้นหลัง 3-6 เดือน
  • คลำได้ถุงซิลิโคน
  • พังผืดรัดถุงเต้านม ทำให้เต้านมผิดรูป
  • คลำได้ผิวหนังเป็นคลี่นของถุงซิลิโคน
  • การตั้งครรภ์หรือน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงหลังการผ่าตัดมีผลต่อรูปทรงและอาจจะต้องแก้ไขใหม่

รีวิว

คำถามที่พบบ่อย

Lorem ipsum dolor sit amet, cons ectetur
Lorem ipsum dolor sit amet, cons ectetur Lorem ipsum dolor sit amet, cons ectetur
Lorem ipsum dolor sit amet, cons ectetur
Lorem ipsum dolor sit amet, cons ectetur Lorem ipsum dolor sit amet, cons ectetur
Lorem ipsum dolor sit amet, cons ectetur
Lorem ipsum dolor sit amet, cons ectetur Lorem ipsum dolor sit amet, cons ectetur
Lorem ipsum dolor sit amet, cons ectetur
Lorem ipsum dolor sit amet, cons ectetur Lorem ipsum dolor sit amet, cons ectetur